[EME]Bushwhacker ส่งพรานป่าเข้ามาโลดแล่น!
posted on 08 May 2012 22:54 by choconoirเอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ส่วนที่ 1 ประวัติตัวละคร
ชื่อ : บุชแวคเกอร์(ยังไม่เปิดเผยชื่อจริง) Bushwhacker
เผ่าพันธุ์ : มนุษย์/ดูเนไดน์
เพศ : หญิง
อายุ : 22 ปี
ส่วนสูง : 167 ซม.
น้ำหนัก : 51 กก.
สีผม : ดำ
สีตา : เหลืองอำพัน
ลักษณะโดยทั่วไป :
- ดูผอมบางแต่มีกล้ามเนื้อ เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วรวดเร็ว
- ผมยุ่งเหยิง มักมีกลิ่นสาปสัตว์ติดตัว ตามประสาพรานป่าซกมก #ผิด
- ตาดุ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เจตนาก็ตาม
- ติดเข็มกลัดดูเนไดน์ไว้ที่อกเสื้อ ไม่กลัดไว้ที่ผ้าคลุม
อุปนิสัย :
- ดุ รักความยุติธรรม
- ใจดีแบบแอบๆ
- ยิ้มไม่เก่ง พูดไม่เก่ง หน้าดุ
ประวัติโดยสังเขป :
- บิดาเป็นดูเนไดน์ มารดาเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา เติบโตมาอย่างดูเนไดน์
- ร่อนเร่ตามป่าต่างๆไปเรื่อยๆ ตอนนี้ปักหลักอยู่ที่ป่าไบน์โบลด์ ไม่เคยเดินทางเข้าไปในไชร์ไกลเกินกว่าโรงเตี๊ยมใกล้ชายป่า
- มารดาเป็นแม่ค้า เลยพอจะมีความรู้เกี่ยวกับการค้าอยู่บ้างเล็กน้อยและอาศัยการสังเกตราคารายการอาหารของร้านเพื่อประเมินราคาสัตว์ที่นำมาขาย
อื่นๆ :
- ฮอบบิทในฟิคข้อสอบเป็นตัวประกอบไร้ชื่อเท่านั้น
- บุชแวคเกอร์กินสัตว์ทุกชนิดที่ล่าได้ ยกเว้นออร์ค กอบลิน อุรุกไฮ ที่ยังไงก็คงกระเดือกไม่ลง #ห้ะ
- ชื่อจริงไม่เปิดเผย และบุชแวคเกอร์ก็ไม่ยอมบอกง่ายๆด้วย ขอเล่นตัว(?)พอประมาณ <3
ส่วนที่ 2 ฟิคข้อสอบ
หูของเธอแว่วเสียงนกร้อง เสียงแหลมใสเจื้อยแจ้วเซ็งแซ่อยู่บนยอดไม้ลิบๆ ดวงตาสีเหลืองอำพันวาวเรืองแลเห็นสิ่งมีชีวิตที่แสนเปราะบางสีน้ำตาลเบื้องบนได้อย่างชัดเจน คันธนูไม้สีเข้มในมือถูกจับกระชับ มือขวาเหนี่ยวสายธนูจนตึง เล็งหัวลูกศรไปด้านบน ท่วงท่าขยับต่อเนื่องลื่นไหล ปราศจากซึ่งเสียงของการเคลื่อนไหวใดให้สิ่งที่อยู่ด้านบนรู้ตัวว่ากำลังจะตกเป็นเหยื่อ
เพียงชั่วพริบตาที่ลูกธนูถูกปล่อย เกิดเสียงเพียงแค่เสียงไม้ติดหัวเหล็กแหวกอากาศ ตามด้วยเสียงปักทะลุเนื้อที่อ่อนนุ่มอย่างแผ่วเบา และหลังจากนั้น คือเสียงของร่างหนาหนักหล่นกระทบกิ่งไม้กิ่งแล้วกิ่งเล่าจนกระทั่งลงมาถึงพื้นดิน
ร่างหนาอวบยาวนอนทอดร่างไร้วิญญาณราวกับรากไม้ที่ปะป่ายทั่วผืนป่า ปากปิดสนิทด้วยถูกศรปักทะลุจากใต้คางมาถึงศีรษะด้านบน ดวงตาสีดำวาววับยังคงทอประกายของชีวิตที่ถูกปลิดปลงเมื่อครู่ ทว่าอีกไม่นานก็คงเริ่มขุ่นมัวไปด้วยม่านหมอกแห่งความตาย
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบนอีกครั้ง นกตัวน้อยโผบินออกไปเมื่อครู่นี้ ทิ้งไว้เพียงขนนกเบาบางที่หลุดปลิวลงมา เสียงร้องอย่างตระหนกทำให้เธออมยิ้มน้อยๆ
ถึงจะตกใจ...แต่ก็ยังคงมีชีวิต...
ครั้นแล้วเธอจึงทอดสายตาลงมามองอสรพิษตัวหนาแทบเท้า รอยยิ้มที่มุมปากเลือนหายไป เหลือเพียงใบหน้าเคร่งขรึมที่ทำให้ดวงตาสีอำพันยิ่งโดดเด่นบนโครงหน้าดุดัน เส้นผมดำยาวยุ่งเหยิงยิ่งทำให้รูปหน้าเรียวแลดูอันตรายดุจพงไพรอันเป็นดั่งบ้านของเธอ หากว่ามีเหล่าผู้สูงศักดิ์จากเมืองใหญ่มาเห็นเข้า คงไม่แคล้วเรียกขานหญิงสาวเป็นคนเถื่อน
ทว่าความจริงแล้วตรงกันข้าม... เธอนับเป็นชนเผ่าที่เป็นปฏิปักษ์กับเหล่าคนเถื่อนเสียด้วยซ้ำ แม้ว่าในสายตาของคนภายนอกอาจจะมองเห็นว่าไม่ต่างกันสักเท่าใด
ใช่แล้ว... หญิงสาวคือดูเนไดน์... พรานป่าแห่งพงไพรผู้สืบทอดเชื้อสายสืบเนื่องจากอาณาจักรอานอร์ที่ล่มสลาย บรรพบุรุษของเธอติดตามผู้สืบเชื้อสายราชาอิสซิลดูร์และร่วมเป็นส่วนหนึงในยุคที่เกรียงไกรแห่งอันนูมินาส ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันนี้จะหลงเหลืออยู่เพียงร่องรอยแห่งอดีตกาลเท่านั้น แต่เธอก็ยังคงภาคภูมิในสายเลือดอันเก่าแก่ทรงเกียรตินี้และยังคงอาศัยอยู่บริเวณไม่ไกลจากอาณาบริเวณที่เคยเป็นเขตปกครองแห่งดูเนไดน์
พรานป่าจะร่อนเร่ไป... กระนั้นก็ยังคงมีผู้นำให้ติดตาม อารากอร์น บุตรแห่งอาราธอร์น ผู้สืบสายแห่งอิสซิลดูร์ที่ตอนนี้ก็คงจะดำรงชีวิตเยี่ยงพรานป่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนักคือผู้นำสูงสุดแห่งเหล่าดูเนไดน์ทางเหนือ เข็มกลัดสีเงินรูปดาราทอประกายที่อกคือสัญลักษณ์แห่งพวกพ้องที่ทำให้รู้ได้ในทันทีว่านักล่าแห่งผืนป่าคนใดคือดูเนไดน์ เหล่าผู้ปกปักษ์ไพรใต้การนำของฮัลบารัดเองก็กลัดเข็มกลัดนี้ เป็นพวกพ้องแห่งพงไพรที่พร้อมจะเป็นกำลังให้กับทายาทสายตรงของกษัตริย์แห่งอันนูมินาส
หญิงสาวเผลอครุ่นคิดถึงผู้นำอย่างใจลอย ด้วยว่าดวงตาอันเคยมีประกายชีวิตนั้นสะท้อนเงาของเข็มกลัดที่หน้าอกอย่างพอดิบพอดี บิดาของเธอก็เคยตำหนิว่าเธอได้รับนิสัยหญิงสาวตามแบบอย่างผู้เป็นมารดามาไม่น้อย หญิงสาวชาวบรีช่างเพ้อฝันที่หลงใหลแววตาดุดันของพรานป่าตั้งแต่แรกพบ และนิสัยนั้นก็สืบทอดมาถึงบุตรสาวผู้ซึ่งเกือบจะจำหน้านางไม่ได้แล้วเสียด้วยซ้ำ
พรานป่าหญิงคว้ามีดสั้นที่เหน็บอยู่บริเวณเอวออกมา พลิกหน้าท้องร่างงูตัวหนาแล้วกรีดลงไปอย่างแผ่วเบา ความคมกริบของอาวุธเหล็กกล้าทำให้หนังบริเวณหน้าท้องนั้นแยกออกจากกันอย่างง่ายดาย เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆก็ได้แผ่นหนังยาวมาหนึ่งแผ่น และเนื้อสีขาวอวบจำนวนมากทอดแน่นิ่งอยู่กับพื้นดิน...
หญิงสาวขยับรอยยิ้มบาง...และขยับมีดในมือ...
โรงเตี๊ยมในเขตนอร์ธฟาร์ธิงและอีสต์ฟาร์ธิงมีโอกาสต้อนรับเหล่าพรานผู้นำสิ่งต่างๆจากป่าลึกมาขายอยู่สม่ำเสมอจนเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้วที่จะมีมนุษย์ร่างสูงใหญ่เดินท่อมๆเข้ามาหาเจ้าของโรงเตี๊ยมร่างเล็กเตี้ย มนุษย์พวกนี้มักไม่เรื่องมาก แม้ว่าจะดูท่าทางอันตรายพอควรสำหรับชนเผ่าที่รักสงบอย่างฮอบบิทก็ตาม ผู้เฒ่าแห่งโรงเตี๊ยมทั้งหลายจึงชอบพวกเขานัก และถ้าพรานคนใดท่าทางเป็นมิตรมากพอก็จะรบเร้าขอให้ช่วยเล่าเรื่องราวที่ได้ร่อนเร่มาเพื่อเป็นหัวข้อสนทนาอันน่าสนใจสำหรับกิจการโรงเตี๊ยมอีกด้วย
ทว่าสำหรับผู้เฒ่าโรงเตี๊ยมใกล้ป่าไบนด์โบลแห่งนี้ กลับมีมนุษย์ผู้หนึ่งที่น่าอกสั่นขวัญแขวนจนไม่กล้าแม้แต่จะเจรจาด้วยเกินจำเป็น
“เธอมาแล้ว!” ลูกชายของฮอบบิทเฒ่าผู้ซึ่งกำลังเหม่อมองทุ่งหญ้าสูงยามเย็นอย่างสบายอารมณ์ส่งเสียงอย่างแตกตื่นเมื่อเห็นเงาร่างสูงแหวกทุ่งหญ้ามาจากทางทิศของแนวป่า เงาสีดำสูงโดดเด่นเหนือพงหญ้าสีอ่อนถึงครึ่งตัวนั้นดูราวกับอสูรน้ำเคลื่อนแหวกแม่น้ำในเรื่องเล่าที่เขาได้ยินมาจากนักเดินทางไม่มีผิด
เจ้าของโรงเตี๊ยมรีบปาดเหงื่อที่พรั่งพรูกะทันหันออกจากใบหน้าแล้วตรงดิ่งเข้าประจำที่หลังเคานเตอร์ไม้ ทำทีเป็นเช็ดแก้วเยี่ยงผู้ดูแลสถานที่พำนักอันเคร่งขรึม
“อะฮ้า! สาวที่ไหนกันที่ทำให้พ่อเฒ่าแตกตื่นได้อย่างนี้ ว่าที่ลูกสะใภ้ตัวแสบหรือไงกัน” หลายเสียงเอ่ยถามไถ่อย่างนึกขัน เมื่อเห็นพ่อเฒ่าผู้อารมณ์ดีแห่งโรงเตี๊ยมวางมาดเช่นนั้น ลูกชายของพ่อเฒ่าก็ถึงวัยที่สมควรมองหาหญิงสาวมาร่วมฝึกฝนทักษะการดูแลกิจการโรงเตี๊ยมแล้วเสียด้วย อาจจะเป็นแม่สาวจากตระกูลแบรนดี้บั๊กอันพิลึกกึกกือที่บังเอิญมาถูกตาต้องใจเจ้าหนุ่มหน้าใสใจซื่อผู้เป็นลุกชาย ฮอบบิทเฒ่าถึงได้ออกอาการชวนให้น่าหัวเราะถึงขนาดนี้
“เดี๋ยวเถอะ! อย่าพูดอะไรซี้ซั้ว พวกท่านไม่รู้จักบุชแวคเกอร์หรืออย่างไร เธอน่ากลัวเกินกว่าที่บ้านใดจะกล้ารับสะใภ้เช่นเธอ ต่อให้เป็นพวกที่บั๊กแลนด์ก็เถอะ ลองเธอได้เหยียบอยู่ใต้หลังคาบ้านไหนเกินสักชั่วโมง ประเดี๋ยวคงได้ซ่อมบ้านกันยกใหญ่” ผู้เฒ่ารีบสั่นศีรษะปฏิเสธทันควัน มีสะใภ้เป็นมนุษย์ตัวสูงโย่งอย่างนั้นหรือ ตลกน่า ยังไม่นับว่าบุชแวคเกอร์เป็นสตรีที่น่ากลัวเพียงใด มีหวังลูกชายเขาได้ตายเสียตั้งแต่ตอนพยายามขอความรักนั่นแหละ
“บุชแวคเกอร์ ? ชื่อไม่เหมือนฮอบบิทที่ไหนเลย ไม่สิ ไม่เหมือนผู้หญิงเสียด้วยซ้ำ อ้อ ที่แท้เจ้าหนูก็ไปติดสาวคนแคระจากแดนไกลเข้าสิท่า เห็นเขาเล่ากันว่าขนาดผู้หญิงยังมีเคราเลย เจ้าหนูเอ๊ย จะหาผู้หญิงทั้งทีทำไมต้องหาคนที่จะกำยำล่ำสันกว่าตัวเองเล่า ถึงคนแคระจะมีแรงมากก็เถอะ ถ้าทะเลาะกันขึ้นจะไม่โดนจับเหวี่ยงปลิวออกนอกหน้าต่างเลยหรือ” ฮอบบิทอายุมากจากฮอบบิตันคาดเดาพลางหัวเราะร่า พอเห็นหน้าซีดๆของเจ้าหนูที่โดนพาดพิงก็ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่
“พวกเรา อีกหน่อยโรงเตี๊ยมนี้คงมีคนใส่กระโปรงมีเคราเป็นตัวเรียกแขกเสียกระมัง” เรียกเสียงหัวเราะจากรอบสารทิศ และใบหน้าของทั้งสองคนที่รู้จักเจ้าของนามบุชแวคเกอร์ก็ยิ่งซีดลง ซีดลง จนเกือบจะกลายสีของซุปถั่วที่เสิร์ฟในค่ำคืนนี้อยู่รอมร่อ (ทั้งซีดทั้งเขียว ตอนอยู่ในถ้วยก็ดูน่าอร่อยอยู่หรอก แต่ถ้ามันอยู่บนหน้าของฮอบบิทก็พาลจะทำให้คนมองท้องแข็งเสียมากกว่า)
“ถ้าท่านจะช่วยหยุดเดาอะไรส่งเดช กระผมยินดีที่จะเลี้ยงซุปท่านอีกสักถ้วยเป็นการตอบแทนนะขอรับ” ฮอบบิทหนุ่มหน้าซีดรีบยื่นข้อเสนอเสียงสั่น ซุปถ้วยหนึ่งราคาไม่ใช่ว่ามากมายอะไร แต่ฮอบบิทส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักกินตัวยง หากว่าซุปถั่วจะปิดปากที่ช่างพูดของตาเฒ่าจากฮอบบิตันได้ จะให้เขาต้มให้อีกทั้งหม้อก็ยอม
แน่นอนว่าฮอบบิทจากฮอบบิตันเป็นฮอบบิทที่อยู่ในประเพณีอันถูกต้องทำนองคลองธรรมแห่งไชร์ ปากของตาเฒ่าจึงไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาได้เพราะเต็มไปด้วยซุปถั่วแสนอร่อยเมนูเด็ดของโรงเตี๊ยม เรียกเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกให้กับสองพ่อลูก
และแล้วบานประตูก็ถูกผลักเปิด...พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาปสัตว์ก้าวเข้ามา...
อันที่จริงในสายตาของฮอบบิทที่ได้พบเห็นมนุษย์มามากพอสมควร บุชแวคเกอร์ไม่ใช่คนตัวสูงใหญ่มากมายสักนิด ออกจะผอมโปร่งเสียด้วยซ้ำ แต่ซากสัตว์มากมายที่เธอแบกมาเต็มหลังก็ทำให้ร่างนั้นดูกำยำล่ำสัน กับย่างก้าวที่มั่นคงก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ควรดูแคลน แล้วยังดวงตาที่ชวนให้นึกถึงเปลวไฟในปากของมังกร...ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่สิ่งมีชีวิตทรงพลังนี้จะนึกอยากเผาร่างกระจ้อยร่อยของผู้อ่อนแอ (แม้ว่าจะไม่เคยมีประวัติมังกรปรากฏตัวในไชร์มาก่อนก็ตาม แต่เสียงร่ำลือจากแบ๊กเอนด์ก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม)
และอันที่จริงแล้ว ไม่มีใครรู้นามของหญิงสาว แต่เมื่อเรียกเธอว่าบุชแวคเกอร์ พรานป่าก็ไม่ได้ว่ากล่าวกระไรและรับว่าเรียกตน ...ผู้หญิงดีๆที่ไหนเล่าจะยินยอมให้ตัวเองถูกเรียกด้วยชื่อพรรค์นี้?
บุชแวคเกอร์วางสิ่งที่ตนล่ามาได้ลงบนเคาน์เตอร์ไม้ ที่ซึ่งเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้เหงื่อท่วมร่างกำลังยืนประจำที่เตรียมพร้อมที่จะเจรจาธุรกิจให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ กระต่ายสามตัว กระรอกหนึ่งตัว ไก่ป่าหนึ่งตัว จิ้งจอกสองตัว และห่อใบไม้อีกหลายห่อ...
“นั่น...” ฮอบบิทเฒ่าพยายามควบคุมเสียงของตนไม่ให้สั่น ชี้นิ้วไปทางห่อใบไม้ที่รัดด้วยเถาไม้บางจำนวนหลายห่อที่กองอยู่รวมกัน “...อะไร”
“เนื้องู” พรานป่าตอบ เสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใด หญิงสาวหยิบม้วนห่อบางสิ่งซึ่งเหน็บอยู่ตรงเอวมาวางเคียงกันเพื่อยืนยัน สีเขียวราวกับแมกไม้และลวดลายบนนั้นสวยงามอย่างน่าขนลุก เกล็ดสีสวยยังคงเรียงตัวกันอยู่อย่างครบถ้วนไม่มีหลุดลอกไปบ่งบอกถึงความ...สดใหม่
“หนังนั่นก็...”
“ขาย” เธอเอ่ยก่อนที่ผู้เฒ่าจะจบคำ สิ่งที่ล่าได้จะถูกนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสำหรับซื้ออาวุธใหม่เสมอ ถึงเธอจะเก็บลูกธนูกลับมาเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งใช้ไปก็ยิ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์ที่จะทำให้ความแข็งแกร่งลดทอนลง หากบังเอิญเจอกับพวกผีร้ายเข้า ธนูที่เปราะบางคงจะเจาะผิวแข็งๆไม่เข้าให้เธอต้องเสี่ยงประชิดตัว ถึงจะมั่นใจในความเร็วของตน แต่บ่อยครั้งที่พงศ์พันธุ์แห่งใต้พิภพจะเดินทางกันเป็นกองย่อย หญิงสาวไม่มั่นใจว่าเธอจะรับมือกับพวกมันได้ตามลำพังหากต้องปะทะกับเรี่ยวแรงผิดมนุษย์ของผีร้าย
ฮอบบิทชรารีบคิดตีราคาอย่างว่องไวโดยไม่กล้าที่จะคิดให้ราคาต่ำลงเกินกว่าราคาตลาด แม้จะเห็นว่าแผ่นหนังงูมีร่องรอยการสังหารประทับอยู่บ้างก็ตาม ครั้งแรกๆที่เขาคิดจะกดราคาเนื้อสัตว์ที่ดูธรรมดาอย่างกระรอกป่า ด้วยคิดว่าพรานคงไม่ค่อยได้ออกมารับรู้เรื่องราวชีวิตของชาวประชาไชร์สักเท่าไหร่ ที่ไหนได้หญิงสาวกลับปักมีดสั้นลงกับเคานเตอร์ เฉียดนิ้วเขาไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แล้วหยิบทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเจรจาซื้อขายกันอยู่เดินออกไปจากโรงเตี๊ยม ตามด้วยเสียงโหวกเหวกของผู้เป็นลูกชายจากทางด้านนอก พอพ่อเฒ่าเดินออกไปดูก็เห็นป้ายโรงเตี๊ยมพรุนไปด้วยลูกธนูเบียดเสียดกันแน่นขนัดราวกับหมอนปักเข็มของช่างเย็บผ้า โดยที่เขาไม่ได้ยินเสียงเหล็กปักทะลุไม้เสียด้วยซ้ำ(บางทีเสียงโวยวายของเจ้าลูกชายอาจจะกลบมิดก็เป็นได้)
แค่กระรอกตัวเดียว... ค่าของมันมีน้อยกว่าลูกธนูนับสิบที่ปักอยู่บนป้ายโรงเตี๊ยมเก่าเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อพรานสาวกลับมาอีกครั้งพร้อมกับดวงตาคมปลาบ นับแต่นั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะให้ราคาสิ่งใดต่ำเกินไปเลย แค่กดราคาลงนิดเดียวเธอก็รู้ได้ แถมยังน่ากลัวเสียขนาดนี้ ดวงตาสีอำพันคู่นั้นช่างราวกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงตรงที่สาดแสงร้อนแรงลงมาให้คนทำผิดนึกร้อนรนกระวนกระวายว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเผยให้เห็น ถึงจะแค่กระรอกตัวเดียวแต่ฮอบบิทเฒ่าก็ละอายจนไม่กล้าสู้หน้าบุชแวคเกอร์ เธอไม่เอ่ยว่าเขากดราคา อันที่จริงไม่เคยสนทนากับใครอื่นนอกจากมาเจรจาซื้อขายกับเขาเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมก็ยังนึกละอายอยู่ดี
พอยื่นถุงเงินให้ พรานป่าก็รับไว้แล้วหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่ล่ำลา ทิ้งสินค้าของตนไว้ให้ฮอบบิทเฒ่าจัดการต่อ พอชะโงกหน้ามองผ่านประตูก็เห็นหลังลิบๆฝ่าทุ่งหญ้าที่สูงท่วมหัวฮอบบิทมุ่งหน้ากลับไปทางป่ารกทึบ
“เอ่อ... อย่างน้อยถ้าจับอาบน้ำแต่งตัวสักหน่อย ก็คงจะสวยอยู่นะ” เฒ่าจากฮอบบิตันว่า แต่ก็มีเพียงความเงียบงันเป็นเสียงตอบรับ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยพลังฟิคแบบจัดเต็ม *สั่น* (???)
ช่องทางการติดต่อ :
ems OK!
skype :: cj_ragna ช่วยแนะนำตัวว่าแอดมาจากไหนจะเป็นพระคุณมากค่ะ ><
ป.ล.บุชแวคเกอร์ไม่ได้ซกมกนะห์!!!




