[Chiaki]ดองไปเถิดจะเกิดผล~ View my profile

[Avengers:AOU]A man who had dreamt for 70 years.

posted on 07 May 2015 16:16 by choconoir in Fiction directory Fiction, Entertainment
**Warning! Spoil alert!!!**
*เนื้อหาต่อไปนี้มีการสปอย Avengers2 : AOU ใครยังไม่ได้ดูไม่ควรอ่าน*
 
 
 
 
 
 
 
Avengers : Age of Ultron Fan Fiction
 
 
 
 
[Captain America]
 
 
 
 
A man who had dreamt for 70 years.
 
 
 
 
 

                มนุษย์ทุกคนย่อมมีความกลัว

 

                มนุษย์ทุกคนย่อมมีความฝัน

 

                ...และมนุษย์ทุกคนย่อมเคยฝันถึงความกลัว

 

                ...สิ่งที่เรียกว่าฝันร้าย...

 

 

 

                พวกเขาทุกคนมีความฝัน ทุกคนต่างมีสิทธิ์ที่จะฝัน ถึงแม้ว่าความฝันนั้นจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

 

                ...ไม่สิ บาร์ตันเป็นคนหนึ่งที่ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้

 

                พวกเขาทุกคนมีความฝันที่จะมีชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุข เหมือนอย่างที่คนทั่วไปฝันถึง ชีวิตที่สงบ ไร้ซึ่งภัยอันตรายใดมากล้ำกรายครอบครัวที่แสนสุข

 

                และเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้ด้วยตัวเอง พวกเขาก็พร้อมที่จะปกป้องความฝันของคนอื่น คุ้มครองให้โลกทั้งใบสงบสุขและทำให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตตามฝันของตนได้

 

                พวกเขาสละสิ่งต่างๆไปมากมายเพื่อความฝันของคนอื่น ...แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็มีความสุข กับการที่ได้เห็นว่าการเสียสละของพวกเขาเป็นไปเพื่อสิ่งที่สำคัญ...ชีวิต ความหวัง และความฝันที่จะดำเนินต่อไปของโลกใบนี้...

 

                แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังฝัน

 

                ภาพฝันเพียงชั่วครู่ยามหลับตา ความสุขที่สัมผัสได้เพียงในโลกแห่งภาพลวง ความฝันที่พวกเขารู้ดีว่าเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ก็ทำให้มีรอยยิ้มติดที่มุมปากเมื่อยามตื่นได้ทุกครั้งไป แม้บางครั้งจะเป็นรอยยิ้มที่ขมขื่นเพราะรู้ดีว่าโลกแห่งความเป็นจริงรออยู่ข้างหน้าเมื่อลืมตา

 

                เขาไม่รู้จักเพื่อนร่วมทีมดีพอที่จะบอกได้ว่าแต่ละคนฝันถึงอะไรกันบ้าง ถ้าจะให้เดา โรมานอฟฟ์คงจะฝันถึงชีวิตที่ได้ใช้ร่วมกับดร.แบนเนอร์ ที่นักวิทยาศาสตร์หนุ่มสติเฟื่องก็คงจะฝันให้ตัวเองไม่ต้องหวาดกลัวว่าร่างกายจะเปลี่ยนสีและสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนที่รักได้ แน่นอนว่าสตาร์คคงจะฝันถึงอะไรที่โฉ่งฉ่างอลังการ บางทีคงจะเห็นตัวเองนั่งแท่นบนหอคอยสตาร์คแล้วชี้นิ้วสั่งให้อเวนเจอร์สเต้นในขบวนพาเหรดฉลองความสงบสุขของโลกก็เป็นได้ ส่วนเทพอย่างธอร์ก็คงจะฝันถึงความสงบสุขของแอสการ์ดหรือโลกทั้งเก้าตามที่เจ้าตัวเคยพูดถึง ไม่ต้องคอยกังวลไล่ตามเก็บชิ้นส่วนความวุ่นวายที่น้องชายทิ้งไว้

 

                บาร์ตัน? ชีวิตของเขาคงจะเติมเต็มเสียจนไม่มีความฝันใดจะทำให้รู้สึกดีได้ไปยิ่งกว่านี้อีกแล้ว...

 

                แล้วความฝันของเขา ความฝันของสตีฟ โรเจอร์ส กัปตันอเมริกา อดีตวีรบุรุษที่เคยเป็นศูนย์รวมใจของชาวอเมริกันในยามสงคราม คืออะไร

 

                หากเป็นตัวเขาเมื่อก่อน ตัวเขาที่อ่อนแอไร้กำลัง คงตอบได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าความฝันของเขาคือการได้ปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักอย่างสุดความสามารถ ต่อสู้กับกองกำลังของศัตรูอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใดเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับสหายร่วมรบ

 

                แต่ตัวเขาในตอนนี้ กัปตันอเมริกา ตำนานที่มีชีวิต ชายผู้แข็งแกร่งเสียจนหักคอคนได้ด้วยมือเปล่า ...ชายผู้หลับใหลอย่างยาวนานเสียจนความฝันของเขาเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา...

 

                เขาฝันมามากพอแล้ว เขาฝันมาตลอดเจ็ดสิบปี นานเกินพอจนเขาไม่จำเป็นต้องฝันอีก

 

                หากมีคนมาถามกัปตันอเมริกา ว่าความฝันของเขาคืออะไร เขาคงจะตอบไปว่าความสงบสุขของโลก ...แต่ตัวเขาเองรู้ดีกว่านั้น...

 

 

 

                พวกเขาทุกคนมีอดีต พวกเขาผ่านอะไรมามากมายกว่าจะมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ในตอนนี้ สูญเสียไปมากมาย ทำผิดพลาดไปมากมาย และเจ็บปวดไปมากมายนับครั้งไม่ถ้วน

 

                และบางครั้ง อดีตเหล่านั้นจะฟุ้งขึ้นมาในตะกอนแห่งความทรงจำ หลอกหลอนให้จ่อมจมอยู่กับความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดจนไม่อาจสัมผัสกับความสุขอื่นใดได้ในปัจจุบัน

 

                หากพวกเขาจะฝัน อดีตของพวกเขาคงนับว่าเป็นฝันร้ายที่พวกเขาไม่อยากจะเจอสักเท่าไหร่นัก

 

                สตีฟไม่รู้จักทุกคนดีพอที่จะรู้เรื่องราวในอดีตของแต่ละคน และเพื่อนร่วมทีมของเขาก็คงไม่รู้จักเรื่องราวของเขาทั้งหมดนอกเหนือจากสิ่งที่บันทึกอยู่ในแฟ้มประวัติและสิ่งที่หาได้ในพิพิธภัณฑ์

 

                แต่เขาก็รู้ดีว่าทุกคนมีอดีตที่ตัวเองจะรู้สึกกลัวหากต้องประสบกับมันอีกครั้ง...

 

                หลายคนพูดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สตาร์คเป็นหนึ่งในคนประเภทนั้น วิตกกังวลไปล่วงหน้าเสียจนเผลอลงมือทำสิ่งที่คิดว่าจะป้องกันไม่ให้เกิด แต่สุดท้ายแล้วก็ให้ผลตรงกันข้ามอยู่บ่อยครั้ง อัลตรอนคือหลักฐานชั้นดีว่าความกลัวของสตาร์ครุนแรงขนาดไหน

 

                แต่สตีฟรู้ดีกว่านั้น...

 

                ...คนเราจะกลัวอนาคตได้ ก็เพราะเคยได้รู้จักความกลัวในอดีตมาก่อน...

 

                ฮิลล์เล่าให้เขาฟัง ว่าหลังจากเหตุการณ์โลกิยกกองทัพมาบุกโลก สตาร์คมีปัญหาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการนอนและการควบคุมอารมณ์ ทำให้เกิดปัญหาใหญ่โตตามมา

 

                สตีฟรู้จักความกลัวนี้ดี มีทหารไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากความดุเดือดในสนามรบเสียจนไม่อาจข่มตาหลับได้แม้จะได้กลับบ้าน

 

                เชลล์ช็อค ...อา รู้สึกว่าสมัยนี้จะเรียกว่า PTSD สินะ? โรคที่เกิดจากความเครียดความกดดันหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรงสักอย่างนี่ล่ะ

 

                สตาร์คสร้างอัลตรอนขึ้นมาจากความกลัวนี้ ...สิ่งที่เกิดขึ้นจากความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่เป็นจริง ไม่เคยให้ผลที่ดีต่อใคร ดวงตาของเจ้าเศรษฐีจอมเย่อหยิ่งมืดบอดไปเพราะความกลัว ไม่แม้แต่จะเห็นว่ามีเพื่อนร่วมทีมที่พร้อมจะช่วยลงมือทำทุกสิ่งอยู่ข้างๆ หัวสมองที่เจ้าตัวคุยโวว่าฉลาดนักหนากลับทื่อเสียอย่างนั้น คิดไม่ออกว่าปัญหาทุกปัญหาจะแก้ไขได้หากดิอเวนเจอร์สช่วยกัน ดันไปคิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องแบกรับอยู่บนบ่าคนเดียวเสียจนเป็นเรื่องใหญ่

 

                สตีฟถึงได้รู้ ว่าความกลัวทำให้สตาร์คงี่เง่าจนน่าเอาโล่ทุบเรียกสติได้ขนาดไหน

 

                ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแฝดแม็กซิมอฟฟ์คนน้องฉีกกระชากจิตใจของสตาร์คได้ง่ายเหมือนฉีกขนมสายไหม ก็ความกลัวของสตาร์คมีมากถึงขนาดนี้ พอโดนปั่นหัวให้เห็นฝันร้าย สติก็เลยกระเจิดกระเจิงไปหมด

 

                ตอนที่อยู่ที่เซฟเฮ้าส์ สตาร์คมีท่าทางหงุดหงิดใส่เขาอย่างเห็นได้ชัดว่าสตีฟดูจะไม่สะทกสะท้านกับฝันร้ายที่วันด้าทำให้เห็นเสียเลย

 

                ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกอะไรกับฝันร้ายนั้น

 

                ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกอะไรกับความกลัวนั้น

 

                แต่เป็นเพราะเขารู้จักมันดีราวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ว่างเมื่อไหร่ก็แวะเวียนมาเคาะประตูหน้าบ้านต่างหาก...

 

                ภาพที่เขาเห็นในหัว...ฝันร้ายของเขา คืองานเลี้ยงฉลองชัยชนะหลังสงคราม

 

                งานเลี้ยงนั้นไม่ต่างอะไรจากงานเลี้ยงที่สุดแสนประทับใจที่เขาจำได้ในอดีต เพียงแต่ผู้ร่วมงานต่างยิ้มและหัวเราะในสภาพที่ไม่ต่างจากศพมีชีวิต หัวเราะให้กับรูกระสุนบนอกราวกับเป็นเรื่องขบขัน นายทหารในชุดประจำตำแหน่งใช้ความรุนแรงใส่กันท่ามกลางเสียงเพลงรื่นเริง

 

                ...และส่วนที่เลวร้ายที่สุด เพกกี้กับคำพูดทวงสัญญาเต้นรำที่เขาติดค้างเอาไว้

 

                เธอยังคงสวยสง่าไม่ต่างไปจากครั้งแรกที่สตีฟได้เห็น รอยยิ้มที่ส่งให้เขายังคงงดงาม เต็มไปด้วยความดีใจ จริงใจ และแฝงท่าทีแข็งแกร่งไว้ในที เพกกี้ที่รอการเต้นรำกับเขา

 

                ฝันร้ายของสตีฟ คือความกลัวที่เขารู้จักดีมาตลอด...

 

                สัญญาของเขากับเพกกี้ไม่มีวันเป็นจริงได้ ความฝันที่จะมีความสุขในชีวิตร่วมกับเพกกี้ได้จากไปแล้วตลอดกาล และงานเลี้ยงฉลองชัย...เป็นเพียงแค่งานเลี้ยงหนึ่งที่จะจัดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะความสงบสุขไม่เคยที่จะสงบได้อย่างแท้จริง

 

                สตีฟ โรเจอร์ส ยินยอมเป็นหนูทดลองให้กับการปกป้องประเทศจากสงครามที่โหดร้าย ลงสนามแห่งควันปืนและกลิ่นเลือดมานับไม่ถ้วน กำชัยชนะมาหลายต่อหลายครั้งอย่างไม่อาจนับได้ ...และนั่น คือเหตุการณ์เมื่อเกือบแปดสิบปีที่แล้ว

 

                และในตอนนี้ ในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน

 

                ...สงคราม...

 

                คนขัดแย้งกัน คนฆ่ากัน คนก่อสงครามกัน คนสร้างอาวุธที่ร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆเพื่อประหัตประหารกัน ใช้กำลังเพื่อยุติสงคราม สงบสุข เยียวยาบาดแผลจากสงคราม มีความสุขกับสันติภาพที่เสียสละเลือดเนื้อเพื่อให้ได้มา ...แล้วก็ขัดแย้งกัน ฆ่ากัน ก่อสงครามไม่มีสิ้นสุด เข่นฆ่ากันไม่มีที่สิ้นสุด

 

                สตีฟรู้... เขาไม่ใช่เด็กใสซื่อที่คิดว่าการต่อสู้จะนำมาซึ่งสันติภาพถาวรได้ เขาผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนตลอดช่วงเวลาของเขา และเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงเวลาที่โลกควรจะสงบสุขเพราะวิทยาการที่เกิดขึ้นกับโลก สงครามก็ยังคงอยู่...

 

                เขารู้ และนั่นคือฝันร้ายในยามตื่นของเขา...

 

                เขาต่อสู้ เขาปกป้อง เขาหลั่งเลือด ...เพื่อสิ่งที่เขารู้ดีว่าไม่มีวันยั่งยืน

 

                แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังต่อสู้ เขายินดีที่จะหลั่งเลือด เขาไม่ใช่เด็กน้อยใสซื่อที่เรียกร้องหาสันติภาพของโลกทั้งใบ เขายินดีต่อสู้ แม้จะเพียงเพื่อชีวิตเล็กๆชีวิตเดียวที่มีความฝัน

 

                สตาร์คถามเขา ว่าทำไมเขาถึงดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับฝันร้าย บอกว่าไม่ไว้ใจเขาที่ไม่มีด้านมืด...

 

                ผิดแล้ว เขารู้สึก... เขามีความกลัว เขามีความดำมืดของฆาตกรมือเปื้อนเขม่าและคราบเลือด แต่เขาไม่เหมือนกับโทนี่ สตาร์ค

 

                สตีฟ โรเจอร์ส กอดรับความกลัวของเขา ยอมรับความมืดของตัวเองและโลกใบนี้

 

                เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาฝันไม่มีวันเป็นจริง และนั่นคือฝันร้ายของเขา สิ่งที่แฝดแม็กซิมอฟฟ์คนน้องทำกับเขาก็แค่ฉายให้เห็นสิ่งที่เขารู้ดีอยู่แล้ว

 

                มันเจ็บ...ใช่ แต่เขาชาชินกับความเจ็บนี้ดี

 

                คิดว่าเขานอนหลับมาตลอดเจ็ดสิบปีโดยที่ไม่ได้ฝันอะไรเลยรึไง?

 

                เขานอนมามากพอ ฝันมามากพอแล้ว

 

                เขาไม่ได้มีเวลามากพอจะนอนฝันแล้วจมอยู่กับสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริงหรอก ถึงเวลาที่เขาจะต้องลุกขึ้นมาเตะก้นใครหน้าไหนก็ตามที่คิดจะทำลายความสงบสุขที่เดิมก็มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วของโลก

 

                อา ใช่ ...เขาต้องระวังภาษาที่ใช้สักหน่อย ไม่อย่างนั้นได้โดนล้ออีกยาวแน่

 

 

 

Fin

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ใครที่อ่านจนจบอาจจะรู้สึกแบบว่า... นี่มันฟิคอะไรกัน(ฟะ) จะบอกว่า เราไม่ว่าคุณหรอกนะคะ ...เราเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน(...)

มันเหมือนกึ่งวิเคราะห์ปนฟิคไปเฉย แง 555555

แต่มันอยากแต่งอะะะะ รู้สึกตัวอีกทีก็ออกมาแบบนี้ไปแล้ว

/เมนแคป

โดยส่วนตัวเราชอบประเด็นมุมมองในแง่จิตใจเบื้องลึกของตัวละครแต่ละคนในภาคนี้มาก ถึงแม้ว่าภาพรวมมันอาจจะไม่มีจุดพีคๆอะไรให้กรี๊ดเต็มๆแบบเรื่องอื่นๆเท่าไหร่ แต่พอคิดถึงจิตใจของแต่ละคนแบบลึกๆแล้ว... *กุมอก*

อนึ่ง เชลล์ช็อค หรือ shell shock เป็นชื่อเรียกเดิมของPTSD(Post Traumatic Stress Disorder)ค่ะ ในยุคแรกๆที่มีคนรู้จักอาการนี้เยอะ พบได้ในหมู่ทหารที่ผ่านสงครามกันมาแล้วเกิดอาการหวาดผวา ฝันร้าย กลัวเสียงปืน เสียงดัง ปืน เลือด ฯลฯ จนทำให้นิสัยเปลี่ยนไปเยอะหรือใช้ความรุนแรง ฆ่าตัวตายก็มี ชื่อนี้ใช้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2น่ะค่ะ

/ให้อภัยคุณปู่อายุ90กว่าที่เพิ่งออกมาอัพเดทข่าวสารโลกได้แค่5ปีหน่อย

Comment

Comment:

Tweet

เราว่ามันเป็น drabble fic ที่ดีฟิคนึงเลยนะคะ
.
ขอบคุณมากค่ะ มันเติมเต็มภาพยนต์นี้จริงๆ
.
แสดงให้เห็นเลยที่ว่ากัปตันแกเหมาะเป็นหัวหน้าทีมมากกว่ามากกว่าโทนี่ หรือคนอื่นๆไม่ใช่เพราะเกิดก่อน หรือเพราะใช้ชื่อกัปตันอเมริกา
.
ถึงจะไม่รวย ไม่ใช่จีเนียส ไม่ได้มีพลังล้ำโลก แต่แกเหนือว่าด้วยมุมมองที่เหนือกว่าทุกคน จากวุฒิภาวะที่ผ่านกาลเวลามา

#3 By fukaze on 2015-05-07 19:34

สตีฟฟฟฟฟฟฟฟ // กอดสตีฟแน่นๆ
คือแบบ มันใช่อ่ะ สตีฟให้อารมณ์ผู้หลักผู้ใหญ่มากจริงๆ ยอมรับชะตากรรม ในสิ่งที่เป็นอยู่ และทำตามเจตนารมย์จนกว่าจะหมดลม โฮวววววววววว หนูเศร้าแทนปู่จริงๆเลยนะคะ
โลกมันหมดหวังที่จะสงบสุขจนปู่ปลง
// เราชอบบทวิเคราะห์ที่คุณพูดว่า วันด้าแค่ทำให้เห็นในสิ่งที่รู้ดีอยู่แล้ว
ฮรือออออ ใช่ค่ะ มนุษย์กับสงครามก็เหมือนมาม่ากับผงชูรส มันคู่กันซะจนแยกจากกันไม่ได้ซะแล้ว 😢

#2 By pierce on 2015-05-07 18:02

จะบอกว่าฟิคนี้มันช่างต๋งเหลือเกินก็นะ.. แต่มันต๋งจริงๆ(...)
ฮอลลลลลลลลล
จะบอกว่ามองมุมเดียวกะผู้เขียนเลยว่าโทนี่กลัวมากอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งกะอเวนเจอร์1ละ ในไอรอนแมนก็ยิ่งชัดและมาหนักเอาในAOUนี้
/แต่คนแบบสตาร์คไม่มีทางยอมรับหรอกว่ากลัว จนกว่าฝันร้ายกลายเป็นจริงนั่นล่ะ
และสำหรับสตีฟคงไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าตอนท้ายฝันอีกแล้ว
(จะว่าไปฝันร้ายของสองคนที่คล้ายกันตรงที่สุดท้ายเหลือตัวเองคนเดียวนี่ล่ะ /กร๊าววว)

#1 By noirpoison on 2015-05-07 17:01